ปอดอักเสบ
แชร์ :
18 May 2569

ลักษณะโรคปอดอักเสบคืออะไร? เกิดจากอะไร?

ปอดอักเสบ หรือ ปอดบวม (Pneumonia) เป็นอาการที่เกิดการอักเสบของเนื้อปอด ทำให้ปอดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ เนื่องจากถุงลมปอดมีของเหลวหรือหนองสะสม โดยเป็นโรคที่พบได้บ่อยของโรคติดต่อทางเดินหายใจ พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี โดยโรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้จาก 2 สาเหตุ ได้แก่

  1. ปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ เป็นชนิดของปอดอักเสบที่พบได้มากที่สุด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรคที่เข้าสู่ปอด ทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ เช่น

    • เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae หรือ pneumococcus) ทำให้เกิดปอดอักเสบเฉียบพลันและรุนแรง โดยเป็นสาเหตุของปอดอักเสบที่พบได้มากที่สุด

    • เชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี (Mycoplasma pneumoniae หรือ M. pneumoniae) อยู่ตามธรรมชาติ มีขนาดเล็กมาก พบได้ทั่วโลก แพร่ระบาดได้ตลอดทั้งปี มักทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ

    • เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza virus) โดยอาการปอดบวมมักเป็นอาการที่ต่อเนื่องมาจากโรคไข้หวัดใหญ่

    • เชื้อรา จากมูลนกหรือซากพืช ซากสัตว์

  2. ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งพบได้น้อย ส่วนมากเกิดจากสารเคมี การสูบบุหรี่หรือสัมผัสควันบุหรี่ การสำลักอาหารเข้าปอดและการรับประทานยาบางชนิด

นอกจากการจำแนกโรคปอดอักเสบจากสาเหตุของโรคแล้วนั้น ยังนิยมการจำแนกตามสภาพแว้ดล้อมที่เกิดโรคปอดอักเสบ ได้แก่

  • ปอดอักเสบชุมชน หมายถึงปอดอักเสบที่เกิดขึ้นนอกโรงพยาบาลโดยไม่รวมอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยหลังออกโรงพยาบาลไม่เกิน 2 สัปดาห์

  • ปอดอักเสบในโรงพยาบาล หมายถึงการติดเชื้อที่เกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 48-72 ชม.

ตรวจเช็คตนเองได้อย่างไรว่ามีอาการโรคปอดอักเสบ? 

เนื่องจากโรคปอดอักเสบเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ ควรหมั่นตรวจเช็คอาการของตนเองและคนใกล้ตัวอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อ โดยสามารถสังเกตอาการของโรคได้ดังนี้ 

  • ไอ มีเสมหะ

  • เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ

  • หายใจเร็ว มีอาการหอบ และหายใจลำบาก

  • อ่อนเพลีย

  • มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น

  • เด็กเล็กอาจมีอาการซึม ไม่อยากอาหาร ท้องอืด อาเจียน

  • ผู้สูงอายุมีอาการซึม รู้สึกสับสนและร่างกายอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ

หากการติดเชื้อของปอดไม่ร้ายแรงมาก อาการส่วนใหญ่จะบรรเทาลงในสองสามวันหรือหลายสัปดาห์ หลังได้รับยา ทั้งนี้อาการของโรคอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดการติดเชื้อและความแตกต่างของสุขภาพร่างกายตามแต่ละบุคคล 

กลุ่มเสี่ยงและการติดต่อของโรคปอดอักเสบ

ความรุนแรงของโรคปอดอักเสบมีโอกาสเพิ่มได้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยงดังนี้

  • ผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาล ในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU)

  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน, หอบหืด, ปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหัวใจ

  • ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ, ผู้ป่วยมะเร็งระหว่างเคมีบำบัด หรือผู้รับยากดภูมิเป็นเวลานาน

  • ผู้สูบบุหรี่

การติดต่อของโรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้หลายวิธีดังนี้

  • การสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณหลอดคอ (Oropharyngeal Aspiration) ลงสู่เนื้อปอด เช่น น้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร

  • การหายใจนำเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง เนื่องจากเชื้อที่อยู่ในอากาศอยู่ในรูปแบบละอองฝอยขนาดเล็ก (Droplet Nuclei) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ง่ายในบริเวณที่มีคนอยู่แออัด เช่น ชั้นเรียน ห้องทำงาน 

  • การแพร่กระจายจากกระแสเลือด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอักเสบจากเชื้อที่ก่อโรคในอวัยวะอื่น อาจมีการติดเชื้อในอวัยวะอื่นมาก่อนหรือควบคู่กันไป

  • การลุกลามจากการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นใกล้เคียงกับปอด

หลังจากได้รับเชื้อปอดอักเสบแล้วจะมีระยะฟักตัวที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคปอด อาจใช้เวลา 1 - 3 วัน ไปจนถึง 1 - 4 สัปดาห์ โดยโรคปอดอักเสบสามารถติดต่อได้ตลอด กระทั่งเชื้อโรคหมดไปจากน้ำมูก น้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย 

วิธีการรักษาและป้องกันโรคปอดอักเสบ

ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงโรคปอดอักเสบมีแนวโน้มที่อาการจะรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตได้ เมื่อมีอาการทั่วไปของโรคปอดอักเสบควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ป้องกันอาการและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยแพทย์อาจมีวิธีการรักษาดังนี้

  • การให้ยาปฏิชีวนะ ภายใน 4 - 6 ชม. หลังผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าโรคปอดอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย 

  • การรักษาตามอาการ ให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำ มีเกลือแร่เหมาะสมและรับออกซิเจนอย่างเพียงพอ โดยอาจได้รับยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม หรือยาละลายเสมหะ ตามพิจารณาของแพทย์

  • การรักษาภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว

 โดยเราสามารถป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรคปอดอักเสบได้ดังนี้

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง วัคซีนที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าสามารถลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อได้คือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine), วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคโควิด -19

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการสูดควันบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจของปอด

  • ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว ป้องกันการสัมผัสหรือการได้รับเชื้อ ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังการหยิบจับสิ่งของ หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัดหนาแน่น

  • เมื่อมีอาการของไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรสังเกตอาการตนเอง รีบรักษาให้หาย เมื่อมีอาการผิดปกติควรเข้าพบแพทย์ทันที

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

บริการจากโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนขอเสนอบริการ วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เพื่อช่วยป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคปอดอักเสบในผู้ใหญ่

ขอขอบคุณบทความโดย นพ. ปธิกร ศรีวิทิตกุล โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

แผนกตรวจสุขภาพ ชั้น 2 อาคารหมอแวลส์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-16.00 น.

เสาร์ เวลา 07.00-15.00 น.

อาทิตย์ 07.00-12.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม, นัดหมายแพทย์ได้ที่

☎ 0-2625-9000, 0-2760-9000 ต่อ 30210, 30211



Admin
โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
© Design By Launchplatform Co,.ltd 2024 ALL RIGHTS RESERVED.