Select Page
รักษาโรคภูมิแพ้ด้วยวัคซีน

รักษาโรคภูมิแพ้ด้วยวัคซีน

รักษาโรคภูมิแพ้ด้วยวัคซีน

🔸บทความทางการแพทย์

     วัคซีนภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) เป็นการปรับสมดุลของภูมิคุ้มกันในร่างกายจากภูมิคุ้มกันที่ทำให้ร่างกายมีอาการแพ้(IgE)เป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้หายแทน โดยการให้สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้โดยเริ่มต้นให้จากปริมาณที่น้อยและปรับขึ้นจนผู้ป่วยควบคุมอาการได้ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ปีจึงจะทำให้ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังช่วยลดและหยุดการใช้ยาควบคุมอาการได้

ผู้ป่วยกลุ่มไหนบ้างที่ควรรับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้

ได้แก่ ผู้ป่วยผู้ใหญ่และผู้ป่วยเด็กที่มีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ที่ตรวจพบว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ทางอากาศ (ทำทดสอบภูมิแพ้ผิวหนังให้ผลบวกที่      15 นาที และ/หรือตรวจเลือดหาภูมิแพ้ให้ผลบวก) ที่มีอาการของโรค ภูมิแพ้จมูก(Allergic Rhinitis), หอบหืด(Asthma), ผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)ที่ได้รับการรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น

ข้อห้ามของการให้วัคซีนภูมิแพ้ ได้แก่

            1. ผู้ป่วยหอบหืดที่ยังควบคุมอาการไม่ได้

            2. ผู้ป่วยที่ทำการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง และ/หรือ ตรวจเลือดหาSpecific IgEต่อสารก่อภูมิแพ้ทางอากาศแล้วให้ผลลบ

ปัจจุบันการรักษาด้วยการให้วัคซีนภูมิแพ้มี 2 วิธี ได้แก่

1. การฉีดใต้ผิวหนัง (Subcutaneous immunotherapy) โดยในช่วงแรกแพทย์จะทำการฉีดวัคซีนที่ท้องแขน ทุก 1 สัปดาห์จนผู้ป่วยเริ่มควบคุมอาการได้แล้วค่อยๆเพิ่มระยะห่างของการฉีดเป็นทุก 2-4 สัปดาห์ เมื่ออาการคงที่ก็จะนัดฉีดทุก 4 สัปดาห์ต่อเนื่องจนครบ 3-5 ปี มีข้อด้อยคือ เจ็บ เด็กไม่ค่อยให้ความร่วมมือ และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ แพ้รุนแรงแบบ Anaphylaxis ได้แม้จะเกิดไม่บ่อยนัก

2. การอมใต้ลิ้น (Sublingual immunotherapy) โดยแพทย์จะเตรียมวัคซีนในรูปแบบของยาน้ำหรือแบบเม็ด ให้ผู้ป่วยอมที่บ้านทุกวันตามคำ แนะนำให้แพทย์อย่างต่อเนื่องจนครบ 3-5 ปี ข้อดีคือ ไม่เจ็บ โอกาสเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อย แต่จะมีราคาที่สูงกว่า

การประเมินผลของการรักษา

       ในระหว่างที่ให้การรักษาด้วย วัคซีนภูมิแพ้ แพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะเพื่อปรับการใช้ยาและติดตามผลข้างเคียง มีการตรวจเลือดและทำทดสอบภูมิแพ้ผิวหนังซ้ำหลังเริ่มวัคซีนครบ 1 ปี,  2 ปี และ 3ปี เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินประสิทธิภาพของการรักษาและพิจารณาก่อนหยุดวัคซีนภูมิแพ้

     กรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ครบ 1 ปีแล้วอาการผู้ป่วยไม่ดีขึ้น แสดงว่าไม่ตอบสนองต่อการรักษาและอาจมีความจำเป็นต้องหยุดวัคซีนภูมิแพ้

    ในการพิจารณาว่าผู้ป่วยควรรับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้หรือไม่ และควรใช้วิธีไหนจึงจะเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ต้องปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางภูมิแพ้เพื่อให้ได้ผลของการรักษาที่ดีที่สุดค่ะ

พญ.ธัชขวัญ อินปันตี  

                                                                        แพทย์เฉพาะทางภูมิแพ้ ศูนย์ภูมิแพ้และแพ้อาหารโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

 

ผ่าตัดส่องกล้องนิ่วในถุงน้ำดี

ผ่าตัดส่องกล้องนิ่วในถุงน้ำดี

ผ่าตัดส่องกล้องนิ่วในถุงน้ำดี

แพคเกจเหมาจ่ายราคา     145,000     บาท

พักฟื้นในโรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน (Admit 2 days 3 nights)

ราคาดังกล่าวครอบคลุมรายการดังต่อไปนี้

  • ค่าห้องพัก (Private Room) 3 วัน 2 คืน
  • ค่าศัลยแพทย์และค่าแพทย์ผู้ช่วยในการผ่าตัด*
  • ค่าวิสัญญีแพทย์
  • ค่าตรวจชิ้นเนื้อ
  • ค่ายาใน ward และยากลับบ้าน (ตามรายการที่ระบุในแพคเกจเหมาจ่าย)
  • ค่าตรวจ Lab (ตามรายการที่ระบุในแพคเกจเหมาจ่าย)

หมายเหตุ : การเข้าแพคเกจเหมาจ่ายขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์และสำหรับแพทย์ที่เข้าร่วมโครงการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ :
แผนกศัลยกรรมผู้ป่วยนอก โทร. 02-6259000, 02-7609000 ต่อ 20130-1  
Outpatient Surgery Tel. 02-6259000, 02-7609000  Ext. 20130-1                                                                                                            
Line BCH Connect : https://lin.ee/hy89OG2 

โรคหวัด โควิด  ภูมิแพ้

โรคหวัด โควิด ภูมิแพ้

โรคหวัด โควิด ภูมิแพ้

🔸บทความทางการแพทย์

       แม้ว่าแนวโน้มการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยจะดีขึ้น แต่เมื่อไรก็ตามที่ไอหรือจามในที่สาธารณะ ก็จะต้องเจอกับสายตาหลายคู่มองด้วยสายตากดดัน ว่าเป็น โควิด-19 หรือเปล่า (โดยเฉพาะที่มีคนจานวนมาก เช่น ลิฟต์ รถไฟฟ้า)

แล้วเราจะแยกกันอย่างไรว่าที่จามหรือไอเกิดจาก หวด โควิด-19 หรือภูมิแพ้ ก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จักสาเหตุของโรคกันก่อนค่ะ

โรคหวัด(Common cold) มีสาเหตุจากการติดเชื้อ ไวรัสหลายสายพันธุ์ เช่น Rhinovirus, Parainfluenza หรือแม้แต่ Coronavirus (แต่ไม่ รวม SARS-CoV2   ที่เป็นสาเหตุ โควิด-19) ดังนั้น ผู้ป่วยบางส่วนจะมีไข้จามน้ำมูกมากไออาการดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน อาการก็จะค่อยๆดีขึ้น ตามลำดับ

โรคโควิด-19” (COVID-19) สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ SAR-CoV2 อาการมากน้อยขึ้นกับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยในรายที่มีอาการ มักจะมีไข้ ไอ น้ำ มูก ไม่ค่อยมาก และบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้แก่ ปอดอักเสบ เหมือนที่เราเห็นในข่าว

โรคภูมิแพ้” (Allergic Rhinitis) สาเหตุเกิดจากร่างกายไวต่อสารก่อภูมิแพ้บางประเภท ทำให้มีอาการจามคันจมูก คันตา น้ำมูกไหล ผื่นคัน ไม่มีไข้ และในรายที่มีโรคหืด (Asthma) ร่วมด้วยอาจทำให้มีอาการไอแน่นหน้าอก เหนื่อย (คล้ายโควิด-19) เกิดขึ้นได้ อาการดังกล่าวจะสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่สัมผัสต่อสารที่แพ้ เช่น ช่วงก่อนเข้านอนหรือตอนเช้า

     จะเห็นได้ว่าอาการของทั้งโรคหวัด โควิดและภูมิแพ้นั้น มีบางอาการที่คล้ายคลึงกันดังนั้นหากมีอาการทางเดินหายใจไม่ว่า จะเป็นอาการน้ำมูกไอโดยเฉพาะถ้ามีไข้ หากดูแลตัวเองในเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

พญ.ธัชขวัญ อินปันตี  

                                                                        แพทย์เฉพาะทางภูมิแพ้ ศูนย์ภูมิแพ้และแพ้อาหารโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

 

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

โปรแกรมตรวจสุขภาพเด็กอ้วน

โปรแกรมตรวจสุขภาพเด็กอ้วน

โปรแกรมตรวจสุขภาพเด็กอ้วน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ ควรงดอาหาร 6 ชั่วโมง กรณีต้องการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง

แนะนำตรวจสุขภาพ….เด็กอ้วน

  • สำหรับเด็กในช่วงอายุ 7 – 18 ปี
  • แนะนำตรวจคัดกรองหาภาวะแทรกซ้อนในเด็กอ้วนที่มีน้ำหนักเกิน 140% เทียบกับส่วนสูงหรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 23
  • ปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

รับบริการที่ แผนกตรวจสุขภาพเด็กดี ชั้น 13 อาคารหมอแวลส์
โทร. 02-6259000, 02-7609000 ต่อ 31330-1
Line BCH Connect : 
https://lin.ee/hy89OG2