Select Page
FluVaccine

FluVaccine

FluVaccine

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์  Influenza Vaccine 4 strains

วัคซีนเข็มละ 840 บาท  **ราคารวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว**
สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี วัคซีนเข็มละ 600 บาท
(ราคาเฉพาะค่าวัคซีนและค่าบริการรพ.**ไม่รวมค่าแพทย์)
  •  อายุน้อยกว่า 15 ปี รับบริการ ณ แผนกตรวจสุขภาพเด็กดี แผนกกุมารเวชกรรม ชั้น 13 อาคารหมอแวลส์
  • อายุ 15 ปีขึ้นไป รับบริการ ณ แผนกตรวจสุขภาพและทุกแผนกผู้ป่วยนอก (OPD)
 "วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และ วัคซีนโควิด-19 สามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ทั้ง ก่อน หรือ หลัง การฉีดวัคซีนโควิด-19 
โดยเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์  สำหรับผู้ที่รับวัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อเป็นสามารถรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ระหว่าง วัคซีนโควิด-19 เข็ม 1 และ 2 ได้"
 โปรโมชั่นตั้งแต่ 10 กันยายน ถึง 31 มีนาคม 2565 / Valid until 31 March 2022

ข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อม

🔸บทความทางการแพทย์

โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of Knee)

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยในประเทศไทยพบผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 65 ปี ปัจจุบันข้อเข่าเสื่อมเป็น 1 ใน 10 โรคสำคัญอันก่อให้เกิดความทุพพลภาพในผู้สูงอายุ

โรคข้อเข่าเสื่อมมีสาเหตุมาจากการสึกหรอของผิวข้อเข่าเมื่อมีอายุมากขึ้น เมื่อรับน้ำหนักตัวมากเกินไปเป็นเวลาหลายปี เมื่อมีการใช้งานข้อเข่าอย่างหนักมาเป็นเวลานาน เมื่อมีการเกิดอุบัติเหตุ หรือติดเชื้อที่ทำลายผิวข้อเข่า สาเหตุทั้งหมดนี้ทำให้ผิวข้อเข่าส่วนที่เหลือทำงานหนักขึ้นจนเกิดการเสื่อมสภาพลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจะมีอาการปวด ใช้งานได้ลำบากมากขึ้น จนทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงในที่สุด

 

  • อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณข้อเข่าเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดเวลาขึ้นหรือลงบันได เวลานั่งขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยองเป็นเวลานาน ตอนลุกขึ้นยืนอาจมีอาการเข่าติดขัดต้องใช้เวลาตั้งหลักสักพักก่อนจะเริ่มออกเดิน บางรายมีเสียงในข้อเข่าหรือรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกในข้อเข่า

ในรายที่ใช้งานหนั

กเกินไป อาจมีอาการปวด บวม ตึงลงน้ำหนักไม่ได้ เป็นผลมาจากการอักเสบฉับพลันของเนื้อเยื่อในข้อเข่าที่มีการเสื่อมอยู่แล้ว

ผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย มักจะมีข้อเข่าโก่งร่วมด้วย ทำให้การเดินยากลำบากมากขึ้น อาจต้องใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน

 

  • การวินิจฉัย  

    มีเกณฑ์ดังต่อไปนี้
  1. มีอาการปวดเข่าที่เข้าได้กับโรคข้อเข่าเสื่อม
  2. ภาพถ่ายรังสีพบกระดูกหินปูนบริเวณรอบๆข้อเข่า
  3. มีข้อบ่งชี้ 1 ใน 3 ข้อดังต่อไปนี้

3.1 อายุเกิน 50 ปี

3.2 มีอาการข้อเข่าติดขัดตอนเช้า (หลังตื่นนอน) ไม่เกิน 30 นาที

3.3 มีเสียงในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว จากการเสียดสีของกระดูกในข้อเข่า

 

  • การรักษา

เป้าหมายในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม คือ การให้ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับตัวโรค ปรับวิธีการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน การลดปวด ชะลอความเสื่อม เพิ่มความสามารถในการใช้งาน ให้ผู้ป่วยยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และคงคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ โดยแบ่งวิธีการรักษา ดังนี้

  1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา

ให้ความรู้เกี่ยวกับตัวโรค

ปรับวิถีชีวิต เช่น เลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เลี่ยงการคุกเข่า พับเพียบ นั่งยอง ขัดสมาธิ

ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ ได้แก่ การคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างเบา เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน การลดน้ำหนักลงร้อยละ 5 จะทำให้อาการปวดดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

บริหารกล้ามเนื้อต้นขา โดยการนั่งเก้าอี้ แล้วเหยียดขาตรงค้างไว้ข้างละ 10 วินาที อย่าง  น้อยวันละ 30 ครั้ง  

ใส่สนับเข่า ในผู้ป่วยที่เริ่มรู้สึกมีอาการข้อเข่าไม่มั่นคง

ไม้เท้า เพื่อช่วยพยุงผู้ป่วยที่เริ่มมีปัญหาในการเดิน

  1. การรักษาโดยใช้ยา

ยาพาราเซตามอล เป็นยาที่ปลอดภัย และแก้ปวดได้ดี ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคตับ

ยาแก้อักเสบNSAIDs เป็นยาที่ลดการปวด การอักเสบได้ดีมาก ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรค         ไต และโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

ยาแก้ปวดOpioids เป็นยาลดปวดที่ประสิทธิภาพสูง แต่มีผลข้างเคียงคือคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ

ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นยาลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ช่วยลดอาการปวดได้

ยาเพิ่มน้ำเลี้ยงข้อเข่า เป็นยาในกลุ่มGlucosamine Sulfate เพิ่มการสร้างน้ำเลี้ยงข้อเข่า  เนื่องจาก น้ำเลี้ยงข้อเข่าลดลงในผู้สูงอายุ ใช้ได้ในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการข้อเข่าฝืดเคือง

กลุ่มยาฉีดข้อเข่า ได้แก่ น้ำเลี้ยงข้อเข่า เกล็ดเลือด มีคุณสมบัติเพิ่มการหล่อลื่นข้อเข่า ลดการอักเสบช่วยซ่อมแซมผิวข้อที่สึกหรอได้เล็กน้อย ใช้ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะ 2-3 (KL II-III ;    ยังมีผิวข้อหลงเหลืออยู่) และยาสเตียรอยด์มีคุณสมบัติลดการปวดจากการอักเสบได้ดีเยี่ยม ใช้ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะ 4 (KL IV ; ไม่มีผิวข้อหลงเหลือแล้ว)

 

  1. การรักษาโดยการผ่าตัด

ผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่า ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีผิวข้อหลุดร่อน และขวางการทำงานของข้อเข่า   ส่วนใหญ่ได้ผลดีเฉพาะผู้ป่วยระยะแรก (KL I)

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นวิธีรักษาที่นิยมที่สุด ได้ประสิทธิภาพที่สุด โดยสามารถลด   อาการปวด ฟื้นฟูสภาพการใช้งานให้กลับมาดีดังเดิม และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเป็นปกติ

ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีเทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่พัฒนามากขึ้นทั้งใน   ส่วนของวิธีการระงับปวดโดยวิสัญญีแพทย์(Selective nerve block) วิธีการผ่าตัดที่เลี่ยงการตัดเส้นเอ็นกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps sparing approach) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ช่วยผ่าตัดเพื่อเพิ่มความแม่นยำ(Computer-assisted surgery) อุปกรณ์ข้อเข่าเทียมที่ไม่ตัดเส้นเอ็นไขว้หลัง(CR design)  และมีหมอนข้อเทียมที่เคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติตามการเหยียดงอเข่า(Mobile bearing) รวมถึงการให้ยาระงับปวดหลังผ่าตัดแบบ Multimodal analgesia ซึ่งได้ประสิทธิภาพในการลดปวดได้ดี  ผลข้างเคียงน้อยจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว สามารถทำกายภาพฟื้นฟูข้อเข่าเทียมหลังผ่าตัดได้ทันที และกลับบ้านเพื่อไปฟื้นฟูต่อได้เร็วขึ้น

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนมีทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทีมวิสัญญีแพทย์ที่สามารถทำการระงับปวดแบบใหม่ในช่วงผ่าตัด รวมถึงก่อนและหลังการผ่าตัด ทีมพยาบาล ที่ฝึกอบรมมาเพื่อดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าโดยเฉพาะ นอกจากนี้เรายังมีทีมกายภาพบำบัดที่จะเข้ามาทำการฟื้นฟูสมรรถภาพของข้อเข่าทันทีที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเสร็จสิ้น โดยทุกทีมมีเป้าหมายร่วมกันกัน คือ

       “ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม : แผลเล็ก ฟื้นตัวไว คนไข้ประทับใจ ไร้อาการปวด” 

 

การฟื้นฟูหลังการผ่าตัด 

            ผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะสามารถเหยียดงอเข่าได้ทันทีที่ฤทธิ์ของยาชาบล็อกหลังหมด โดยจะให้ฝึกกระดกข้อเท้า และเหยียดงอเข่า ในวันถัดมาช่วงเช้าจะให้ผู้ป่วยนั่งข้างเตียงฝึกการเหยียดงอเข่าเพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อต้นขา ในช่วงบ่ายจะให้ผู้ป่วยฝึกยืน ฝึกเดินด้วยwalker และฝึกนั่ง วันถัดไปจะให้ผู้ป่วยฝึกเดินจนคล่อง สามารถช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นได้ เช่นการเดินเข้าห้องน้ำ นั่งโถส้วม จนมีความมั่นใจในการใช้งาน แพทย์เจ้าของไข้ก็จะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้

ในช่วง 1 เดือนแรกจะแนะนำให้ผู้ป่วยยังใช้walkerในการช่วยเดินตลอด เนื่องจากต้องให้กล้ามเนื้อต้นขาปรับสภาพตามข้อเข่าที่กลับมาตรงเป็นปกติ ในเดือนที่ 2 และ 3 ผู้ป่วยสามารถปล่อยจากwalkerแล้วใช้เป็นไม้เท้าสามขา (Tripods) เพื่อช่วยพยุงตอนเดินได้ หลังจาก 3 เดือนไปแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถใช้งานข้อเข่าได้เป็นปกติ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตึง บวมบริเวณข้อเข่าตามการใช้งานได้ในช่วง 3 เดือนแรก เมื่อพัก นอนยกขาสูง อาการปวดบวมตึงจะลดลง ทั้งนี้เนื่องจากเนื้อเยื่อรอบข้อเข่าใช้เวลาในการปรับตัวเป็นเวลา 3 เดือน แต่หากผู้ป่วยมีไข้ร่วมกับอาการอักเสบ แดง ร้อน ปวดตลอดเวลาแม้จะพักการใช้งาน ควรมาพบแพทย์ก่อนนัดเพื่อวินิจฉัยแยกโรคออกจากภาวะติดเชื้อในข้อเข่าเทียม ซึ่งพบได้ร้อยละ 1-2

ข้อเข่าเทียมในปัจจุบันมีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 15-20 ปี ถ้าไม่มีการติดเชื้อ โดยผู้ป่วยสามารถชะลอการเสื่อมของข้อเทียมได้โดยเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อย เลี่ยงการนั่งคุกเข่า พับเพียบ นั่งยอง ขัดสมาธิ เลี่ยงการยกของหนัก ดูแลสุขภาพเลี่ยงการป่วยไข้เป็นหวัดเพราะอาจจะเพิ่มโอกาสติดเชื้อ เลี่ยงการทานยาสมุนไพร ยาลูกกลอม ยาหม้อ

การออกกำลังกาย  สามารถทำได้ทุกประเภทที่ไม่มีการกระแทกของข้อเข่า โดยกีฬาที่แนะนำมีดังนี้ เดินออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ตีกอล์ฟ เป็นต้น

                                                            นายแพทย์สิวดล พินิตความดี (Siwadol Pinitkwamdee, MD.)

ศัลยแพทย์กระดูก โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน (Orthopaedic), ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า (Arthroplasty)

 

ALG36andSPT22

ALG36andSPT22

ALG36andSPT22

ตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตินเพร็พ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตินเพร็พ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตินเพร็พ

ตรวจสุขภาพวันแม่

ตรวจสุขภาพวันแม่

ตรวจสุขภาพวันแม่